บทที่ 7 ตอนที่ 6: เพลิงกัมปนาทเบิกทาง

ตอนที่ 6: เพลิงกัมปนาทเบิกทาง 

ห่อผ้าขนาดเล็กที่บรรจุ 'ผงเพลิงกัมปนาท' พุ่งทะยานแหวกม่านราตรีด้วยลมปราณอันกล้าแข็งของผู้นำหอปรโลก มันพุ่งตรงดิ่งเข้าปะทะกับกองไฟขนาดใหญ่กลางค่ายโจรเบื้องล่างอย่างแม่นยำไร้ที่ติ

เวลาคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ความมืดมิดของหุบเขาคนโฉดจะถูกฉีกกระชาก!

ตูมมม!!!

เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งหุบเขา ประกายไฟสีส้มแดงสว่างวาบขึ้นบาดตา คลื่นความร้อนและแรงอัดอากาศกระแทกเข้ากับเพิงไม้และโขดหินจนแตกกระจาย เศษฟืนที่ติดไฟปลิวว่อนไปทั่วสารทิศราวกับห่าฝนเพลิง กลุ่มควันสีเทาเข้มพวยพุ่งขึ้นบดบังทัศนวิสัยจนมืดมิดยิ่งกว่าเดิม

"อ๊ากกก!" "ตาข้า! ตาข้ามองไม่เห็น!" "สวรรค์ลงทัณฑ์! หนีเร็วเข้า!"

เสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกดังระงมไปทั่วค่าย โจรป่าที่กำลังเมามายไร้สติ บัดนี้ต่างวิ่งชนกันเองล้มลุกคลุกคลาน บางคนเสื้อผ้าติดไฟต้องกลิ้งเกลือกไปกับพื้นดิน ความโกลาหลขั้นสุดยอดเกิดขึ้นภายในพริบตา พวกที่กำลังปีนหน้าผาตามขึ้นมาก็ตกใจจนพลัดตกลงไปเบื้องล่าง

หนิงอันที่ยกแขนขึ้นบังแรงลมและเศษฝุ่น ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองผลงานของตนเองด้วยสายตาที่เยือกเย็น

"ไปเถิด จังหวะนี้แหละ!" หนิงอันหันไปพยักหน้าให้อู๋หมิง

อู๋หมิงไม่รอช้า เขาคว้าเอวหนิงอันด้วยแขนข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บ ส่วนมืออีกข้างคว้าคอเสื้อของชุยจู๋ โคจรลมปราณที่เพิ่งฟื้นฟูขึ้นมาทะยานร่างลงจากโพรงหิน อาศัยวิชาตัวเบาเหยียบย่ำไปตามกิ่งไม้และโขดหินที่ยื่นออกมา ลัดเลาะผ่านความวุ่นวายของค่ายโจรที่ถูกควันไฟและฝุ่นผงบดบังทัศนวิสัยไปได้อย่างเงียบกริบราวกับภูตผี

เมื่อหลุดพ้นจากเขตหุบเขาคนโฉดมาได้ไกลพอสมควร อู๋หมิงก็วางสตรีทั้งสองลงบนพื้นหญ้าริมลำธาร หนิงอันทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ใบหน้าของนางซีดเผือดจนแทบจะกลืนไปกับแสงจันทร์ที่เพิ่งโผล่พ้นเมฆ อาการปวดหน่วงที่ช่องท้องรุนแรงขึ้นจนนางต้องกัดริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงร้อง

"คุณหนู! เลือด... มีเลือดซึมออกมาเจ้าค่ะ!" ชุยจู๋ที่ทรุดนั่งอยู่ข้างๆ ร้องเสียงหลงเมื่อเห็นรอยเลือดจางๆ ซึมผ่านกระโปรงผ้าฝ้ายสีซีดของนายหญิง

อู๋หมิงขมวดคิ้วแน่น เขาก้าวเข้ามาใกล้ "การเดินทางผาดโผนเมื่อครู่กระทบกระเทือนครรภ์ของเจ้า ร่างกายเจ้าอ่อนแอเกินกว่าจะรับไหว หากไม่รีบพักผ่อนและฝังเข็มระงับ เด็กในท้องเจ้าคงไม่อาจรอดไปถึงรุ่งสาง"

หนิงอันมือสั่นเทาขณะล้วงหยิบเข็มเงินออกมาจากหีบ นางรู้ดีกว่าใครว่าร่างกายของตนเองมาถึงขีดจำกัดแล้ว ทว่าในป่ามืดมิดเช่นนี้ จะหาที่พักที่ปลอดภัยได้อย่างไร

"เดินตามลำธารนี้ไปอีกราวครึ่งลี้ จะมีศาลเจ้าถู่ตี้กงร้างซ่อนอยู่หลังดงไผ่ ที่นั่นเป็นจุดพักม้าลับของหอปรโลก ข้าจะพาพวกเจ้าไปหลบที่นั่นก่อน" อู๋หมิงเอ่ยจบก็ไม่รอให้นางอนุญาต เขาก้มลงอุ้มร่างบางของหนิงอันขึ้นแนบอกด้วยท่วงท่าที่มั่นคง

หนิงอันตกใจจนเผลอกำคอเสื้อสีดำของเขาแน่น "ปล่อยข้า ข้าเดินเองได้..."

"เก็บแรงของเจ้าไว้ประคองลมหายใจของลูกในท้องเถิด ยอดหมอหญิง" อู๋หมิงเอ่ยเสียงดุ ทว่าอ้อมแขนกลับกระชับร่างของนางไว้อย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือน "ข้าไม่ยอมให้ข้อแลกเปลี่ยนของข้าต้องมาตายกลางป่าหรอกนะ"

หนิงอันเม้มริมฝีปาก นางเหนื่อยล้าเกินกว่าจะโต้เถียง จึงยอมปล่อยให้บุรุษไร้นามผู้นี้อุ้มนางเดินฝ่าความมืดไป โดยมีชุยจู๋วิ่งตามมาติดๆ กลิ่นอายบุรุษเพศที่ผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ และกลิ่นยาสมุนไพรที่นางพอกให้เขา ทำให้นางรู้สึกถึงความปลอดภัยที่แปลกประหลาด... แตกต่างจากอ้อมกอดที่เย็นเยียบและเต็มไปด้วยการหลอกลวงของหลิงเทียนซูอย่างสิ้นเชิง

หนึ่งชั่วยามต่อมา ณ หุบเขาคนโฉดที่บัดนี้กลายเป็นทะเลเพลิง

เสียงฝีเท้าม้าศึกนับร้อยม้าน้ำควบทะยานเข้ามาหยุดลงที่ปากทางเข้าหุบเขา กองกำลังหอเงาในชุดรัดกุมสีดำพร้อมหน้าไม้และดาบโค้ง ตีวงล้อมค่ายโจรป่าที่กำลังวุ่นวายกับการดับไฟและรักษาคนเจ็บ โจรป่าบางส่วนที่พยายามจะต่อสู้ ถูกธนูของหอเงายิงสกัดจนล้มตายเกลื่อนกลาดภายในพริบตา

หลิงเทียนซูก้าวลงจากหลังม้า ม้าศึกนิลกาฬของเขาพ่นลมหายใจฟึดฟัด จอมอ๋องทมิฬเดินฝ่ากลุ่มควันเข้าไปกลางค่ายโจรด้วยท่วงท่าสง่างามทว่าแฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่กดทับจนแม้แต่โจรป่าที่โหดเหี้ยมที่สุดยังต้องคุกเข่าตัวสั่น

เขากวาดสายตามองหลุมระเบิดตื้นๆ และเศษไม้ที่แตกกระจายเกลื่อนพื้น ก่อนจะย่อตัวลงหยิบเศษผ้าสีเทาที่ถูกไฟไหม้ไปครึ่งหนึ่งขึ้นมาพิจารณา นิ้วเรียวยาวถูผงสีดำที่ติดอยู่บนเศษผ้า แล้วยกขึ้นแตะจมูก

"กำมะถัน ดินประสิว และ... ผงรากไม้แห้งที่มีฤทธิ์ติดไฟ" หลิงเทียนซูพึมพำ มุมปากของเขากระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก "ช่างเลือกใช้ได้เก่งกาจยิ่งนัก มู่หรงหนิงอัน เจ้าไม่เคยทำให้ข้าประหลาดใจน้อยลงเลยสักครั้ง"

"ทูลท่านอ๋อง!" องครักษ์เงาผู้หนึ่งวิ่งเข้ามารายงาน "พวกโจรป่าสารภาพว่า เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน มีคนลอบเดินบนหน้าผา พวกมันได้ยินเสียงหินร่วงจึงตามขึ้นไป แต่จู่ๆ ก็มีห่อผ้าบรรจุระเบิดถูกโยนลงมาจากโพรงหินด้านบน ทำให้เกิดความวุ่นวายพ่ะย่ะค่ะ!"

"โพรงหินงั้นหรือ..." หลิงเทียนซูเงยหน้าขึ้นมองหน้าผาสูงชัน เขาโคจรลมปราณทะยานร่างขึ้นไปตามหน้าผาด้วยความรวดเร็วดุจพญาเหยี่ยว เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็มาปรากฏตัวอยู่หน้าโพรงหินนั้น

ภายในโพรงหินมืดสนิท หลิงเทียนซูจุดคบเพลิง แสงไฟสาดส่องให้เห็นรอยเท้าเล็กๆ ของสตรีสองคน และ... รอยเท้าของบุรุษร่างสูงใหญ่ที่ย่ำลึกกว่าปกติ บ่งบอกถึงการใช้กำลังภายในอย่างหนัก

สายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับรอยเลือดสีดำคล้ำเล็กๆ หยดหนึ่งบนโขดหิน มันคือเลือดที่มีพิษเจ็ดก้าวกลืนวิญญาณเจือปนอยู่!

"อู๋หมิง..." หลิงเทียนซูเค้นเสียงรอดไรฟัน ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยโทสะที่พุ่งทะลุขีดจำกัด มือหนากำด้ามดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "นางอยู่กับเจ้าจริงๆ สตรีของข้า... นางกล้าใช้ของของข้า ไปช่วยชีวิตศัตรูของข้า!"

ความจริงที่ว่ามู่หรงหนิงอันไม่ได้หนีไปเพียงลำพัง แต่นางมีบุรุษอื่นคอยปกป้อง ซ้ำบุรุษผู้นั้นยังเป็นผู้นำหอปรโลกที่เขาวางแผนจะกำจัดทิ้ง มันเหมือนคมมีดที่กรีดลึกลงบนความหยิ่งยโสของจอมอ๋อง

เขาลงจากหน้าผา สั่งการด้วยเสียงที่กึกก้องดั่งอสนีบาต

"ค้นหาทุกตารางนิ้วในรัศมีสิบลี้! พวกมันเพิ่งหนีไปได้ไม่นาน และอู๋หมิงก็เพิ่งใช้กำลังภายในซัดระเบิด พิษในร่างของเขาจะต้องกำเริบ ส่วนนางก็เป็นสตรีมีครรภ์ พวกมันหนีไปได้ไม่ไกลแน่! หากพบตัวอู๋หมิง... สับมันให้เป็นหมื่นชิ้น! ส่วนพระชายา... จับเป็นมาให้ข้า ข้าจะสั่งสอนนางด้วยตัวข้าเอง ว่าการทรยศข้า จะต้องพบกับจุดจบเช่นไร!"

"รับบัญชา!"

กองกำลังหอเงากระจายกำลังกันออกไปดุจฝูงหมาป่าล่าเนื้อ หลิงเทียนซูมองไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองผิงเหยา ด่านชายแดนสุดท้ายก่อนจะข้ามแคว้น

‘มู่หรงหนิงอัน ต่อให้เจ้ามีอู๋หมิงเป็นโล่กำบัง ข้าก็จะพังโล่นั้นทิ้งต่อหน้าเจ้า เจ้าไม่มีวันหนีพ้นเงาของข้าไปได้!’

ณ ศาลเจ้าถู่ตี้กงร้าง หลังดงไผ่ทึบ

แสงเทียนเล่มเล็กส่องสว่างริบหรี่อยู่ภายในศาลเจ้าที่ทรุดโทรม หนิงอันนอนหลับตาพริ้มอยู่บนกองฟางที่ปูรองด้วยเสื้อคลุมของอู๋หมิง บนหน้าผากและจุดชีพจรที่ช่องท้องของนางมีเข็มเงินเล่มบางปักอยู่ นางเพิ่งฝังเข็มระงับอาการปวดเกร็งมดลูกให้ตนเองเสร็จสิ้น ลมหายใจของนางเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ รอยเลือดที่เคยซึมออกมาหยุดลงแล้ว ทว่าใบหน้ายังคงซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด

ชุยจู๋นั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ คอยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเหงื่อให้นายหญิงด้วยความห่วงใย

อู๋หมิงนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าประตูศาลเจ้า เขากำลังเดินลมปราณเพื่อกดข่มพิษที่เริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้งจากการใช้กำลังเกินขีดจำกัด เมื่อครู่ หากเขาไม่ได้อาศัยยาประสานเส้นลมปราณของหนิงอัน เขาคงกระอักเลือดตายไปแล้ว

เมื่อเห็นว่าหนิงอันลืมตาขึ้น อู๋หมิงก็ลืมตาขึ้นเช่นกัน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าแฝงความหนักใจ "เมื่อคืนข้าฝากจดหมายลับผ่านนกพิราบสื่อสารของจุดพักม้านี้ไปให้ลูกน้องของข้าแล้ว อีกไม่เกินครึ่งค่อนวัน คนของหอปรโลกจะมารับพวกเราที่ชายป่าทิศตะวันตก ทว่าปัญหาใหญ่คือด่านตรวจของเมืองผิงเหยา"

หนิงอันค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง พิงหลังกับผนังศาลเจ้า "เมืองผิงเหยามีอันใดน่ากังวลหรือ"

"สายข่าวของข้ารายงานว่า หลิงเทียนซูนำกำลังหอเงามาตั้งค่ายปิดล้อมเมืองผิงเหยาไว้หมดแล้ว ด่านตรวจทุกแห่งถูกคุมเข้ม ทหารทางการและนักฆ่าหอเงาทำงานร่วมกัน ทุกคนที่เข้าออกเมืองจะถูกค้นตัวอย่างละเอียด โดยเฉพาะ 'สตรี' ทุกนาง จะต้องถูกให้หมอหญิงตรวจชีพจร หากพบว่าเป็นสตรีมีครรภ์ จะถูกควบคุมตัวไว้สอบสวนทันที"

ชุยจู๋หน้าถอดสี "ตรวจชีพจร! เช่นนั้นคุณหนูก็ไม่มีทางรอดไปได้เลยสิเจ้าคะ ต่อให้เราปลอมตัวเก่งแค่ไหน แต่ชีพจรของคนท้องมันหลอกกันไม่ได้"

อู๋หมิงมองหนิงอันด้วยสายตาประเมิน "การจะลอบข้ามกำแพงเมืองที่สูงชันและมีการคุ้มกันแน่นหนา ข้าเพียงคนเดียวยังนับว่ายากลำบาก การจะพาคนไม่เป็นวรยุทธ์ถึงสองคนลอบเข้าไป เป็นไปไม่ได้เลย พวกเรามีทางเดียวคือต้องเดินผ่านด่านตรวจเข้าไปอย่างเปิดเผย... แต่ด้วยคำสั่งของหลิงเทียนซู สภาพของเจ้าตอนนี้ก็ไม่ต่างจากเดินเข้าปากเสือ"

ความเงียบปกคลุมศาลเจ้าร้าง มีเพียงเสียงใบไผ่เสียดสีกันตามสายลม ทว่าบนใบหน้าที่ซีดเซียวของยอดหมอหญิง กลับค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้มที่ลึกล้ำยากจะคาดเดา

"หลิงเทียนซูสั่งให้ตรวจชีพจร 'สตรี' ทุกนางใช่หรือไม่" หนิงอันเอ่ยถามเสียงเบา ทว่าแววตาเป็นประกาย

"ใช่ แม้แต่หญิงชราหรือเด็กหญิงก็ไม่เว้น" อู๋หมิงตอบ

หนิงอันแค่นยิ้ม "จอมอ๋องผู้หยิ่งยโส เขาคิดว่าตนเองฉลาดล้ำ ดักทางข้าไว้ได้ทุกประตู... ทว่าเขาคงลืมไปว่า บนโลกนี้ สิ่งที่ตามองเห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นเสมอไป"

นางหันไปเปิดหีบยา หยิบตลับไม้ขนาดกลางออกมา ภายในแบ่งเป็นช่องเล็กๆ หลายช่อง บรรจุผงยาและขี้ผึ้งสีสันต่างๆ มากมาย

"ชุยจู๋ เตรียมน้ำอุ่นให้ข้าที" หนิงอันออกคำสั่ง ก่อนจะหันไปมองอู๋หมิง "ท่านผู้นำอู๋หมิง หากทหารของทางการตรวจค้นเพียง 'สตรี' เช่นนั้น... พวกเราก็แค่เลิกเป็นสตรีเสีย ก็สิ้นเรื่อง"

อู๋หมิงเลิกคิ้วสูง "เจ้าหมายความว่า..."

"ในวิชาแพทย์แผนโบราณ มีศาสตร์หนึ่งที่เรียกว่า 'วิชาแปลงโฉมเปลี่ยนชีพจร' หากใช้ยาสมุนไพรผสมกับขี้ผึ้งพิเศษ ข้าสามารถเปลี่ยนโครงหน้าสีผิวของสตรี ให้กลายเป็นบุรุษหนุ่มได้แนบเนียน และหากใช้เข็มเงินสกัดจุดลมปราณบางจุดร่วมกับยาลูกกลอน 'พรางชีพจร' ข้าก็สามารถกดอัตราการเต้นของชีพจรครรภ์ ให้ซ่อนลึกจนหมอหญิงธรรมดาตรวจไม่พบ อย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่งก้านธูป  "

หนิงอันหยิบผงขี้ผึ้งสีเนื้อขึ้นมาผสมกับน้ำยา "เมื่อไปถึงด่านตรวจ ข้าและชุยจู๋จะเป็นเพียง 'ศิษย์น้องชาย' ของท่าน ที่ติดตามท่านพี่ซึ่งเป็นพ่อค้าสมุนไพรมาเจรจาการค้าที่ชายแดน"

อู๋หมิงมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย นางมีไพ่ตายซ่อนไว้ในแขนเสื้อไม่รู้จบสิ้น สติปัญญาและความกล้าหาญของนาง ทำให้บุรุษอกสามศอกหลายคนยังต้องละอายใจ

"การสกัดจุดและกินยาพรางชีพจร จะเป็นอันตรายต่อเด็กในท้องหรือไม่" อู๋หมิงถามขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

หนิงอันชะงักไปเล็กน้อย นางสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงเรียบกระด้างนั้น นางยิ้มบางๆ มือลูบหน้าท้องตนเอง "มีอันตรายบ้าง แต่ดีกว่ายอมถูกจับกลับไปอยู่ในกรงทอง ข้าเชื่อว่าลูกของข้า เข้มแข็งพอที่จะผ่านมันไปกับข้าได้"

เช้าวันใหม่กำลังจะมาเยือน มู่หรงหนิงอันเริ่มลงมือแปลงโฉมตนเองและสาวใช้ ในขณะที่อู๋หมิงเตรียมตัวสำหรับการเจรจากับลูกน้องหอปรโลกที่ชายป่า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป